บล็อก

หากคุณเห็นประกาศสมัครตำแหน่งงานที่คุณสนใจจากบอร์ด หรือเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในรายละเอียดไม่มีอะไรนอกจากชื่ออีเมล์ให้คุณส่งไปหาคนๆหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งฝ่ายบุคคล หรือเจ้าของบริษัทเอง (ในกรณีบริษัทเล็ก) ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่ง่าย แต่จริงๆ แล้วมีผลลัพธ์แค่ 2 อย่างคือ ไม่เปิดอ่าน หรือเปิดอ่าน ซึ่งแน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องกลัวแบบแรกเป็นที่สุด ดังนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้อีเมล์ของเราสะดุดตาผู้รับ ลองดูเคล็ดลับ 2 ข้อต่อไปนี้ค่ะ หัวเรื่องสำคัญที่สุด แน่นอนว่าชื่อและอีเมล์ของคุณเขาไม่รู้จัก ดังนั้นตรงส่วนของ Subject คือจุดเดียวที่จะดึงดึดให้นายจ้างเปิดอ่าน ดังนั้นการเขียนหัวเรื่องอีเมล์อย่าง สวัสดีค่ะ หรือ สนใจสมัครงานอาจจะทำให้คุณตกม้าตายได้ทันที ดังนั้นโปรดเขียนให้ชัดเจนว่าอีเมล์นี้คือ การสมัครงาน เช่น สนใจสมัครงานตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายการตลาด Job ID 443 เนื้อเรื่องต้องสั้น และชัดเจน หลังจากเขาเปิดอ่านอีเมล์ของคุณเพราะหัวข้อที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่คุณจำเป็นต้องเขียนให้เคลียร์อีกสเต็ปก็คือ เนื้อหาภายในอีเมล์ ที่จะต้องสุภาพ สั้น กระชับ และตรงประเด็น มีการเกริ่นนำ: เช่น สวัสดีค่ะคุณ (หากทราบชื่อก็ควรใส่ไปเลย) หรือหากส่งช่วงเทศกาลก็ควรพูดถึงด้วย เช่น สวัสดีปีใหม่ สวัสดีวันตรุษจีนค่ะ เป็นต้น แนะนำตัวเอง: ก่อนอื่น ดิฉันขออนุญาตแนะนำตัวเอง ดิฉันชื่อ…. มีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาดกับบริษัท…..มา 3 ปี โดยงานถนัดที่สุดคือ ……….. ผลงานที่โดดเด่นคือ………… บอกวัตถุประสงค์: ดิฉันได้ทราบข่าวการสมัครตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายการตลาดมาจาก……… ให้ลิงก์/ไฟล์ที่จำเป็น: ดิฉันขอแนบลิงก์/ไฟล์ประวัติส่วนตัว มาให้ท่านพิจารณาค่ะ ในส่วนนี้ขอแนะนำว่าปีนี้คุณควรจะเริ่มฝากประวัติไว้ที่ ๋JobsThailand จะทำให้นายจ้างคลิกดูประวัติคุณและติดต่อคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น  ใส่คำลงท้ายที่เก๋ๆ: ?คำลงท้ายนอกจากคำว่า ด้วยความเคารพอย่างสูงแล้ว ก่อนหน้านี้คุณอาจจะเพิ่มเติมแบบใส่ลูกอ้อนไปว่าคุณได้สนใจในกิจการของบริษัทจริงๆ เช่น “ดิฉันได้ติดตามข่าวสารของบริษัทมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงออกแคมเปญใหม่ เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก หากมีโอกาสก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานค่ะ” เป็นต้น ข้อดีของปีใหม่คือ การที่ทำให้เราได้ฮึด และเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิตอีกครั้ง และเมื่อใดที่คุณได้ทำงานที่เป็นสุขต่อหัวใจ ชีวิตทุกวินาทีคือความแฮปปี้ที่ใครๆ ต้องอิจฉาค่ะ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการได้ทำงานที่ฝันไวๆ นะคะ
10 คำถามพิชิต สมัครสอบสัมภาษณ์งาน สัมภาษณ์งานแต่ละที “เอ๋ทำไม ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลย” “คำตอบที่เราตอบไปมันไม่ได้ดีหรอ” บทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณเข้าใจกับ 10 คำถามยอดฮิต ที่แต่ละบริษัทต้องถามกัน 10 คำถาม –คำตอบ นี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น คำตอบที่ตอบออกไปไม่ทั้งถูกและผิด เพราะเหล่าคำถามแต่ละข้อนั้น ผู้สัมภาษณ์เพียงอยากรู้จักความเป็นตัวคุณให้มากกว่าเรซูเม่เพียงแค่กระดาษ 1 แผ่น ไม่ว่าคุณจะตอบแบบไหนล้วนสะท้อนถึงความคิด ความอ่านและทัศนคติต่างๆของตัวคุณเอง การตอบแต่ละข้อควรจะตอบในแบบฉบับความเป็นตัวคุณที่สุด ไม่ควรตอบอะไรที่แสดงถึงโอ้อวดเกินไป หรือ มีความมั่นใจเกินไป สิ่งสำคัญทุกครั้งก่อนการไปสัมภาษณ์งาน คุณควรที่จะมีการเตรียมพร้อมและซักซ้อมให้มากที่สุด เพราะเมื่อเจอสถานการณ์จริงคุณจะได้รับมือกับการควบคุมอารมณ์ ความตื่นเต้นและความประหม่าของตัวคุณเองที่จะเกิดขึ้นได้  “การเตรียมตัวที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งเสมอ....” 1 ) เล่าอะไรมาคร่าว ๆ เกี่ยวกับตัวคุณให้ฟังหน่อย ... คำถามนี้ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ต้องการฟังประวัติของคุณตั้งแต่เข้าเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่ผู้สัมภาษณ์อยากจะรู้เพียงว่าเมื่อคุณเรียนจบมาแล้วและเริ่มทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง สิ่งที่คุณได้รับจากบริษัทเดิมมีอะไรบ้าง คำถามนี้คุณควรใช้เวลาตอบเพียง 2 -3 นาที ตอบแบบกระชับ ให้ได้ใจความที่สุด พร้อมยกตัวอย่างประกอบ เช่น “หลังจากเรียนจบด้านการตลาด และเริ่มทำงานกับบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานกันเป็นทีม ก่อนการทำงานทุกครั้งต้องวางแผนอยู่เสมอ และ ต้องแข่งขันกับเวลาที่จำกัดอยู่เสมอ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนสอนผมมา จึงทำให้ผมมักจะได้รับมอบหมายดูแลงานโปรเจคใหญ่อยู่เสมอ” แต่ถ้าคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ ไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน คุณสามารถพูดถึงกิจกรรมนักศึกษาที่คุณเคยทำมาได้เหมือนกัน 2) ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า ควรตอบด้วยความเป็นจริงให้มากที่สุด สั้นๆ กระชับ ให้ได้ใจความพร้อมกับเหตุผลประกอบ และถ้าการออกจะที่เก่ามันเลวร้ายมากๆ คุณก้อไม่ควรจะบอกกับผู้สัมภาษณ์งาน อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์อาจขออนุญาตติดต่อกลับบริษัทเก่าเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดสำหรับการตอบคำถามนี้คือ การวิจารณ์ที่ทำงานและเจ้านายเก่าเพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูแย่และนั่นหมายถึงโอกาศที่คุณจะได้งานนี้ย่อมจบลงเช่นกัน 3) คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง ก่อนจะเข้ามาสัมภาษณ์คุณจำเป็นที่ต้องทราบและเข้าใจในข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับข้องกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ประวัติความเป็นมาขององค์กร วัฒนธรรม วิสัยทัศน์ ภาพลักษณ์องค์กรรวมถึงตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็ปไซค์ของบริษัทนั่นเอง คุณอาจจะโทรเข้ามาสอบถามกับทางประชาสัมพันธ์ของบริษัทนั้น เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท  และถ้ามีเพื่อนๆที่ทำอยู่ก้อสามารถสอบถามข้อมูลได้เหมือนกันการที่การที่คุณได้มีเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนไปสัมภาษณ์มันแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณตั้งใจที่จะเขามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ 4) ทำไมคุณถึงมาสมัครงานกับบริษัทเรา คำถามนี้จะเป็นอะไรที่ง่ายมากๆ ถ้าคุณได้มีการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวองค์กรมาพอสมควร การตอบคำถามทุกครั้งควรตอบอย่างมีเหตุมีผลเช่น “ตอนที่ผมได้เรียนอยู่ และได้ทราบว่าจากรุ่นพี่เกี่ยวกับบริษัทแห่งนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาจบใหม่ ได้เข้าทำงาน ซึ่งคิดว่าเป็นโอกาศที่ดี ที่ผมจะได้เรียนรู้ และเพิ่มความสามารถให้กับตัวผม” “ช่วงที่ผมได้ทำงานบริษัทเก่าอยู่ ผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กับพนักงานทุกคนพิสูจน์ความสามารถ และโปรโมตตัวเอง เพื่อเลื่อนขั้นได้ครับ” 5 ) ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง คุณควรทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ด้วยการอ่านรายละเอียดของตำแหน่งงานและคุณสมบัติต่างๆที่ทางบริษัทต้องการทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่าเข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนักอยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นและ ถ้าไม่รู้ อย่าพยายามตอบ เพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก 6 ) ถ้าคุณได้มาทำงานกับบริษัท คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด คำถามนี้แสดงถึง ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถความชำนาญของตัวคุณเองการตอบคุณควรตอบอย่างมั่นใจคำตอบที่คุณตอบไปสามารถบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงในการทำงานและความสามารถของตัวคุณเอง ไม่ว่าวิธีการคิดของคุณที่จะนำมาใช้กับบริษัทได้หรือไม่นั้น แต่ขอให้คุณ ใช้ประสบการณ์และ ความรู้ที่เรียนมาตอบออกไป 7 ) งานอดิเรกที่คุณทำเป็นประจำมีอะไรบ้าง คำถามประเภทนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการจะดูด้านอุปนิสัย บุคลิกภาพ ของตัวผู้สมัครว่า เป็นคนอย่างไร และยังสามารถรู้ถึงความคิด ความอ่าน การสังเกตุ และการเข้าร่วมกับคนอื่นๆ “ผมชอบอ่านข่าว คุณก้อจะถูกถามถึงเหตุการณ์ ณ.ปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นคุณมีความคิดเห็นต่อข่าวนี้ยังไงบ้าง” “ผมชอบเล่นกีฬา กีฬาที่เล่น เพราะอะไรทำไมถึงชอบเล่นกีฬาประเภทนี้คุณได้อะไรจากการออกกำลังกายบ้าง” 8 ) อะไรคือ จุดเด่น/จุดอ่อนของคุณ จุดเด่น ควรจะบอกอะไรที่คิดว่าดีที่สุดในตัวเรา และสามารถนำความสามารถนั้นมาใช้กับงานที่จะสมัครได้ เช่น“ผมเป็นคนไม่ชอบหยุดนิ่ง เนื่องจากชอบ ชอบทำกิจกรรมใหญ่ๆอยู่เสมอ”          จุดอ่อน ควรจะบอกในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะปรับปรุงหรือทำแล้ว ณ.ขณะนั้น และควรบอกถึงผลหลังการปรับปรุงด้วยเช่น“ภาษาอังกฤษของผมอ่อนมากๆซึ่งตอนนี้ผมกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เรียนมาได้ 4 เดือนแล้ว และผลการเรียนนี้เอง ทำให้ผมสามารถโต้ตอบจดหมายที่เป็นภาษาอังกฤษได้” 9 ) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ยากในการตอบคำถามประเภทนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกเงินเดือนที่มาก หรือ น้อย ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งสิ้น ทางที่ดี ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนนี้เราควรจะหาข้อมูลจากทางเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานในบริษัทหรือ คล้ายกับตำแหน่งที่คุณสมัครก่อน แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์เสนอเงินเดือนมาสูงหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้คุณก็อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการพิจารณาสัก 1-2 วัน แล้วค่อยให้คำตอบก้อได้เพราะถ้าเกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นประเภทคนโลเลไม่น่าเชื่อถือได้ 10) คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม ถ้าเจอคำถามนี้ ย่อมหมายถึงการสัมภาษณ์ได้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในการตอบคำถามข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดีที่จะแสดงว่า เราเป็นคนเอาใจใส่ เช่น " ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอนในการทำงานของผมครับ ” “ สวัสดิการที่ผมจะได้รับมีอะไร” หรือ คุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้เพราะถ้าคุณได้ทราบข้อมูลของบริษัทนี้มากพอแล้วแต่ถ้าเกิดสงสัยจริงๆ ก็ควรตั้งคำถามที่ฟังแล้วดูดีและถูกใจนายจ้างของคุณให้มากที่สุด
เลือกที่ทำงานอย่างผู้เชี่ยวชาญ 1.อย่างแรกในการเลือกที่ทำงานก็คือดูจาก ชื่อเสียงและความมั่นคงก่อน เป็นอย่างแรกข้อนี้เป็นข้อที่ผู้สมัครงานจะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมากเพราะ ถ้าทำงาน ในบริษัทที่มั่นคงแล้วผู้สมัครก็วางใจได้ว่าบริษัทนั้นๆจะไม่ล้มได้ง่ายๆและ ผู้สมัคร ก็จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง   2.สวัสดิการและรายได้ บางบริษัทให้เงินเดือนดีแต่สวัสดิการไม่ดีหรือบางบริษัท เงินเดือนน้อยแต่สวัสดิการดี ผู้สมัครต้องเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนที่ผู้สมัครต้องการ ในแต่ละบริษัท และ ตัดสินใจว่าควรสมัครงานที่ไหนดี   3.สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ทำงานบางที่อาจ มีแค่เพียงโต๊ะ,เก้าอี้ เครื่องอำนวยความสะดวกเพียงเล็กน้อย แต่ที่ทำงานบางที่อาจ มีเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างครบครัน และบรรยากาศรอบๆก็ดีอีกด้วย ผู้สมัครจะต้องพิจารณาดูว่า สิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อการปฎิบัติงานของผู้สมัครเพียงใด   4.ระยะทางในการทำงาน ไม่ควรเลือกที่ทำงานที่ไกลจากที่พักมากนัก เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อการ ปฎิบัติงานได้   เตรียมทำการบ้านก่อนไปสัมภาษณ์งานหรือยัง ในการสัมภาษณ์งานแต่ละครั้ง ลองถามตัวคุณเองว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่คุณจะไปสัมภาษณ์มาก-น้อย แค่ไหน คุณคงทำให้ใครเชื่อไม่ได้ว่าคุณอยากจะร่วมงานด้วย ถ้าคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของบริษัทนั้นเลย ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่คุณจะไปสักนิด แล้วคุณจะรู้ว่าการบ้านที่คุณได้ทำไปนั้น มันทำให้คุณมีคุณค่าในสายตาของผู้สัมภาษณ์อย่างมากมาย 1.บริษัทมี services หรือ product อะไรบ้าง 2.Niche market ของบริษัทอยู่ตรงไหน 3.ใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ 4.ประวัติความเป็นมา 5.ใครเป็นผู้บริหารสูงสุดขณะนี้ 6.วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง 7.บริษัทมีพนักงานประมาณกี่คน สัดส่วนคนไทย/ต่างชาติเท่าไหร่ 8.ผลประกอบการเป็นอย่างไร 9.บริษัทมีสำนักงานใหญ่ สาขาที่ใดบ้าง ข้อควรระวังในการกรอกใบสมัครงาน ใบสมัคร ข้อที่ต้องระวังในการกรอกใบสมัคร บันไดขั้นแรก ๆ ที่จะนำไปสู่การมีงานทำก็คือใบสมัครนี่แหละ ถ้ารู้จักวิธีที่ถูกต้องในการกรอกใบสมัคร รวมทั้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์มากที่สุด จะทำให้มีโอกาสมากในการผ่านการคัดเลือกในรอบแรก ได้เข้าไปสู่รอบต่อไป จนกระทั่งได้งานทำ มีใบสมัครจำนวนไม่น้อยที่ถูกคัดออก เพราะไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา ถ้าการไม่ผ่านเกณฑ์นี้เป็นเพราะ ขาดคุณสมบัติเหมาะสม แต่ถ้าถูกคัดออกทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมะสม แต่การกรอกใบสมัครไม่ได้ให้ รายละเอียดอย่างชัดเจนครบถ้วน หรือเป็นเพราะลายมืออ่านยากจนกระทั่งผู้ที่พิจารณาใบสมัครไม่เข้าใจ หรือแปลความผิด อย่างนี้น่าเสียดายมาก เพื่อไม่ให้พลาดการพิจารณาการกรอกใบสมัครจึงต้องให้ความสำคัญ และระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้ ลายมือ ถ้าเป็นการสมัครงานทางจดหมายคงหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้เพราะใช้พิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์แทนลายมือได้ แต่สำหรับการกรอกใบสมัคร ไม่มีโอกาสเลี่ยงได้ ยกเว้นในบริษัทบางแห่งที่ให้กรอกใบสมัครโดยการป้อน ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ** ข้อที่ต้องระวังในเรื่องลายมือ คือ * ต้องเขียนให้อ่านง่าย บางคนลายมือสวยแต่อ่านยาก เช่น เขียนตัวหนังสือเล่นหาง ดูผิวเผินรู้สึกว่าสวย แต่เมื่อตั้งใจอ่าน บางคำจะอ่านไม่ออก บางคนลายมือไม่สวยแต่อ่านได้ง่าย อย่างนี้ดีกว่าในการกรอกใบสมัคร * ตั้งใจเขียน คนที่ตั้งใจเขียนใบสมัครแสดงถึงความจริงจังในการมาสมัครงาน และแสดงว่าเป็นคนปราณีต มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน * เวลากรอกใบสมัคร ไม่ต้องรีบจนเกินไป เนื่องจากการรีบเร่งทำให้เขียนผิด ต้องมีการขูดฆ่าขีดลบจึงทำให้ ใบสมัครไม่เรียบร้อย ดูเป็นการไม่ตั้งใจในการสมัครงาน ความละเอียดรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดในใบสมัครทำให้เสียโอกาสที่จะได้ทำงาน จึงต้องระมัดระวังทำความเข้าใจคำสั่งก่อน โดยทั่วไปเมื่อได้แบบฟอร์มมามักจะกรอกข้อมูลไปทันที ตั้งแต่ช่องแรกของหน้าแรก โดยไม่ได้ดูแบบฟอร์มนั้น ให้หมดเสียก่อน ใบสมัครบางแห่ง มีข้อความระบุไว้ในตอนต้นใบสมัครว่า หากใช้ภาษาอังกฤษได้ขอให้เขียน ด้วยภาษาอังกฤษแทน ก็มักพบเสมอว่ามีเขียนด้วยภาษาไทยไปก่อน เมื่ออ่านเจอคำสั่งจึงขีดฆ่าภาษาไทยและ เขียนภาษาอังกฤษแทน ในช่องประวัติการศึกษา หรือประวัติการทำงาน ก็เป็นอีกตอนหนึ่งซึ่งผู้สมัครที่ขาด ความละเอียดในการทำความเข้าใจคำส่งจะทำผิดเสมอ บางบริษัทกำหนดว่าให้เริ่มจากหลังสุดก่อน ถ้าเป็น การศึกษาก็คือเริ่มจากสถานศึกษาล่าสุดก่อน แล้วย้อนขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งถึงแห่งแรก บางบริษัทกำหนดให้เริ่มจากแห่งแรกมาจนถึงปัจจุบันหรือล่าสุดเมื่อกรอกข้อมูล เสร็จแล้วขอให้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง แม้ว่าจะมีความผิดพลาดในการกรอกใบสมัคร แต่ถ้าตรวจดี ๆ ก็จะพบและแก้ไขได้ก่อนที่จะส่งใบสมัคร พยายามให้ข้อมูลให้มากที่สุด   การสัมภาษณ์ เป็นโอกาสดีที่จะแสดงความสามารถหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณา ความเหมาะ สมของผู้สมัครแต่ก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์ ใบสมัครจะเป็นด่านแรก หากให้ข้อมูลที่ไม่เพียงพอหรือไม่เสนอ ข้อมูลที่น่าสนใจ ด่านแรกก็คงจะผ่านไปไม่ได้ บางคนไม่ค่อยชอบเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จบในด้าน วิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ดังนั้นใบสมัครจึงค่อนข้างว่าง ส่วนของช่องการศึกษาที่ให้กรอกข้อมูลว่าจบการศึกษา วุฒิอะไร และจบจากสถาบันไหน มีคนหนึ่งเขียนเพียงว่า ตรี สั้น ๆ เพียงคำเดียวเท่านี้และไม่บอกชื่อสถาบัน ที่จบมาด้วย ผู้สมัครบางคน แม้ว่ามีคุณสมบัติบางข้อไม่ตรงตามกำหนดไว้ แต่ด้วยการจัดทำเอกสารประกอบสมัคร อย่างดี มีข้อมูลที่น่าสนใจ และมีความตั้งใจทำอย่างพิถีพิถัน ก็ทำให้ได้รับการพิจารณาเรียกมาสัมภาษณ์ ส่วนบางคนค่อนข้างแน่ใจว่ามีข้อดีจุดเด่นมากกว่าเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเรียกไปสัมภาษณ์ ทดสอบ สาเหตุอาจจะมาจากข้อผิดพลาดในการกรอกใบสมัครก็เป็นได้ สมัครงาน ควรระบุเงินเดือนเท่าไหร่ดี การระบุจำนวนเงินเดือนที่ต้องการเป็นอีกปัญหาของคนที่ยังไม่มีประสบการณ์การ ทำงาน บริษัทที่เราต้องการสมัครไม่ได้ระบุฐานเงินเดือนไว้ ทำอย่างไรดี? หากนึกถึงรุ่นพี่ ญาติ หรือเพื่อนๆ ที่เคยผ่านช่วงเวลานี้มาแล้ว แต่ละคนก็ได้เงินเดือนไม่เท่ากัน เช่น รุ่นพี่ที่ทำงานเป็นนักข่าวสายบันเทิงของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้เงินเดือน 13,000 บาทต่อเดือน ญาติที่ทำงานเป็นเลขาให้บริษัทต่างชาติได้เงินเดือน 23,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น การเรียกเงินเดือนนั้น ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะความสามารถของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน และการเรียกเงินเดือนในตลาดแรงงานนั้นมีโอกาสที่จะขยับเพิ่ม หรือลดได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถของตัวผู้สมัครเอง ความเหมาะสมของตำแหน่งงาน และรายได้ของบริษัท ซึ่งการระบุเงินเดือนที่ต้องการนั้นเราควรพิจารณาตามความสามารถ และความเป็นได้ของลักษณะงานนั้นๆ สำหรับการเรียกเงินเดือนนั้นส่วนใหญ่จะมี 2 แบบ คือ 1.กำหนดอัตราเงินเดือนที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเป็นการกรอกตัวเลขของเงินเดือนที่เราต้องการ อาจระบุเป็นเงินเดือนแบบตายตัว เช่น 10,000 บาท หรือ 15,000 บาท หรืออาจระบุเป็นช่วงเงินเดือน เช่น 10,000 – 15,000 บาท ซึ่งตัวเลขที่เรากรอกไปนั้นต้องอ้างอิงกับฐานข้อมูลที่ขอไม่ต่ำหรือสูงกว่า เกณฑ์มาตราฐานในตลาดแรงงานมากนัก 2.ระบุตามโครงสร้างเงินเดือนของบริษัท การระบุเงินเดือนแบบนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งตัวเองและบริษัท หากผู้สมัครทั้งหมด 3 คนซึ่งแต่ละคนความสามารถใกล้เคียงกัน และมี 1 คนที่ระบุเงินเดือนอัตราเดียวกับโครงสร้างเงินเดือนของบริษัทนั้นๆ บริษัทก็คงลือกคนๆ นี้มาสัมภาษณ์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะระบุ เงินเดือนที่ต้องการได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณด้วยว่า คุณพอใจในตัวเลขนั้นหรือไม่ และพอใจงานตำแหน่งนั้นมาก-น้อย เพียงใด ควรที่จะตอบตัวเองให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจกำหนดอัตราเงินเดือนที่ต้องการลง ไปในใบสมัคร เพราะหากผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเงินเดือนที่ระบุมานั้นมากเกินไป ผู้สมัครอาจจะถูกปฏิเสธทันที แต่ถ้าหากตัวเลขนั้นไม่ห่างจากที่บริษัทสามารถให้ได้ ก็อาจจะมีการเรียกสัมภาษณ์และเจรจาต่อรองกันภายหลัง คุณทำตัวน่ารำคาญระหว่างสัมภาษณ์งานหรือไม่? หลังจากได้พูดคุยกับ HR มืออาชีพ เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ HR พบบ่อยครั้งและคิดว่าเป็นข้อผิดพลาดของผู้สมัครงาน ผมพบข้อสังเกตเด่นๆที่น่าสนใจหลายข้อ อาทิเช่น HRพบว่าส่วนใหญ่ “ผู้สมัครขาดความรู้เกี่ยวกับองค์กร หรือตำแหน่งงานที่ตนสมัครเอาไว้” ประเด็นที่พบบ่อยอีกอย่างคือ “ขาดการเตรียมตัวและไม่มีความพร้อมที่จะพูดเกี่ยวกับแผนอาชีพและเป้าหมายของตนเอง” ข้ออื่นๆก็มีเช่น “ขาดความกระตือรือร้น” ข้อนี้แหละเป็นเหตุผลหนึ่งของHR จะตัดสินใจคัดเลือกผู้สมัครได้ง่ายขึ้น แล้วคุณล่ะ…ถึงเวลาปรับปรุงตัวอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อสัมภาษณ์งานได้ อย่างสำเร็จ ก่อนการสมัครงาน ศึกษาองค์กร เข้าไปชมเว็บไซต์ขององค์กรหรือบริษัทนั้นๆ อ่านพันธกิจและเป้าหมายของบริษัท รวมทั้งประวัติการเงินในอดีต พินิจพิเคราะห์โฆษณาต่างๆที่พบ เพื่อประเมินการทำตลาดของบริษัท เจาะให้ลึกถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นำเสนอ ตลอดจนตรวจดูว่าสื่อมวลชนกล่าวถึงบริษัทนี้ในแง่ใดบ้าง ควรที่จะเยี่ยมชมสาขาและหยิบแผ่นพับที่มีข้อมูลนำเสนอมาอ่านเพื่อศึกษาและทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจนั้นๆ หลีกเลี่ยงการสมัครงานมั่วๆ ทราบหรือไม่ว่า…มีแนวโน้มสูงที่คุณจะได้รับคำปฏิเสธหรือไม่ได้รับการตอบ กลับหากสมัครงานแบบมั่วๆ อย่าลืมว่าตอนนี้ในตลาดงานมีจำนวนคนหางานมากกว่าตำแหน่งงานที่เปิดรับ จึงเป็นโอกาสของนายจ้างที่มีสิทธิ์เลือก ฉะนั้นก่อนสมัครควรสำรวจดูว่าในตลาดงานมีตำแหน่งอะไรบ้างที่เปิดรับ พร้อมประเมินตนเองดูว่ามีคุณสมบัติพอที่จะได้รับการพิจารณาหรือไม่ เพราะยิ่งถูกปฏิเสธมากคุณจะยิ่งติดลบห่อเหี่ยวและท้อใจตามมาอย่างแน่นอน ก่อนการสัมภาษณ์ หากถูกเรียกสัมภาษณ์ จงเตรียมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เพราะผู้สัมภาษณ์มักงัดเอาเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในการคัดเลือก เช่น ใช้คำถามหนึ่งโยงไปสู่หลายๆคำถามในการสัมภาษณ์ เพื่อเช็คความเที่ยงตรงของคำตอบ ดังนั้นอย่าไขว้เขวและอย่าโกหก เพราะบางครั้งก็ไม่มีคำตอบที่ถูกและผิดสำหรับคำถามบางข้อ เตรียมคำถามที่จะถามกลับระหว่างการสัมภาษณ์ นี่เป็นโอกาสของคุณ ควรตั้งคำถามที่สามารถสื่อถึงข้อมูลการศึกษาที่คุณค้นคว้ามา ตลอดจนความเข้าใจต่อองค์กรหรือบริษัท ให้เขารู้ว่าคุณเตรียมตัวมาสมัครงานและสนใจในบริษัท มีความคล่องแคล่วและว่องไวต่อสิ่งต่างๆ แต่อย่าโอ้อวดหรือแสดงออกว่าเก่งหรือฉลาดจนเกินไป ระหว่างการสัมภาษณ์ ฟังคำถามอย่างระวังรอบคอบ คือต้องฟังผู้สัมภาษณ์อย่างตั้งใจและควรคิดไปด้วยว่าเราจะตอบอย่างไร ควรสบตากับผู้สัมภาษณ์และควรใช้ภาษาท่าทางประกอบบ้าง เช่น พยักหน้าแสดงความสนใจในสิ่งที่เขากำลังพูดถึง หลีกเลี่ยงอาการหยุกหยิกอยู่ไม่สุข หากไม่เข้าใจคำถามควรขอให้ผู้สัมภาษณ์อธิบายเพิ่ม เพื่อให้เราสามารถตอบได้ตรงตามความเข้าใจ ไม่ควรถามซ้ำๆหลายครั้งเหมือนเป็นคนไม่ฉลาด ตอบคำถามอย่างกระชับ เน้นใจความหน้าที่ของคุณตอนนี้คือแสดงตัวตนให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าเรามีทักษะ ความรู้ ทัศนคติ ความถนัด และมีคุณลักษณะตรงตามที่เขาต้องการ โดยต้องแน่ใจว่าคำตอบของคุณ มีความชัดเจนเพียงพอและไม่สื่อความหมายผิดไปจากที่ตอบ จงอย่ากลัวที่จะขอสิ่งที่คุณต้องการ หากต้องการงานดีๆแต่เงินเดือนไม่เหมาะสมกับค่าเหนื่อยของก็ควรที่จะเจรจา ต่อรองบนพื้นฐานความสมเหตุสมผล โดยคุณต้องทำการบ้านมาก่อนด้วยการวิเคราะห์ว่าจะคุ้มหรือไม่ และต้องศึกษาศักยภาพของบริษัทว่าจะสามารถจ่ายค่าแรงคนเก่งอย่างเราได้แค่ไหน อย่าลืมว่าบางครั้งนายจ้างที่มีศักยภาพก็อาจประสบปัญหาด้านการเงินได้บ้าง จึงยากที่จะจบหรือลงเอยตามความต้องการของคุณ คิดอย่างผู้ประกอบการ เมื่อถึงเวลาเจรจาต่อรองเงินเดือนและผลประโยชน์ ควรขจัดความคิดจากวิธีคิดแบบต้นทุนบวกกำไร ที่เป็นการมุ่งเน้นเพื่อตัวเองเป็นสำคัญมาใช้วิธีคิดแบบเจ้าของธุรกิจ โดยคิดแบบนำราคาหักต้นทุนจะดูเหมาะสมกว่ามาก เพราะเป็นการแสดงว่าคุณคิดถึงบริษัทที่จะไปทำงานมากกว่าตนเอง จาก….กลยุทธ์เด็ด คว้างานดี ชีวิตนี้ไม่มีเตะฝุ่น โดยปนัฎดา สังข์แก้ว